วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตะพานหินมอพะเยา


โรงเรียนตะพานหิน สู่มหาวิทยาลัยพะเยา





วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปัจฉิมนิเทศน์

คุณครูอรศญา   จวนทองรักษ์ คุณครูแนะแนว

เพื่อนในกลุ่มครับ วนศักดิ์  แก่นเกตุ


สมาชิกกลุ่มเรา ยังไม่ครบเลย


นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ปี กศ.2555


คุณครูจิรวัฒน์   จวนทองรักษ์ (ครูแดง) คุณครูหัวหน้าระดับ ม.6 เป็นครูธรรมดาที่ไม่เป็นแค่ครูธรรมดา

ภาพขวา นพรุจ  นิยมไทย (ติด มช. คณะเกษตรศาสตร์)




ครูอุษณา ศิริชัย คุณครูอุดม  เมฆทรงกลด (คุณครูที่ปรึกษา 6/3 ปี 2555)



อดีตประธานนักเรียน ธีรวัฒน์  ตั้งจิตต์ถาวรกุล

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักเรียนคุณครู


นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ปีการศึกษา 2555

คุณครูอุดม   เมฆทรงกลด
คุณครูอุษณา   ศิริชัย 



วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผลงานนักเรียน



MV เพลง อยู่ต่อเลยได้ไหม 

กลุ่มที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3

ครูผู้สอน คุณครูอุไรวรรณ   เรืองฤทธิ์

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ฮาร์คอร์ ก.ไก่

เรียกร้อยยิ้มครับ...ก่อนสอบ O-NET อีกไม่กี่วั้นข้างหน้า 

มือถือฟรี

ใครอยากได้มือถือฟรี เชิญสมัครสมาชิกตามลิงค์ด้านล่าง เลยนะครับ รับรองจากกะรทรวง ICT
            สมัครลุ้นรับ มือถือฟรี

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

จิตอาสา

เนื่องด้วย ในวันที่ 18 มกราคม 2556 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนตะพานหินได้จัด


กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ "สุขนี้เพื่อนน้อง" ณ โรงเรียนพิจิตปัญานุกูล


คุณครูที่ปรึกษากิจกรรม
     คุณครูอุดม เมฆทรงกลด
     คุณครูอุษณา ศิริชัย

กำหนดการ
เวลา 08.00 น. พบกันที่ห้องเรียนธรรมชาติด้านทิศตะวันออก(ศาลาพระ)
         08.30 น. รถออกจากโรงเรียนตะพานหิน
         09.30 น. ถึงโรงเรียนพิจิตรปัญญานุกูล
         10.00 น. เริ่มทำกิจกรรม
         11.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
         13.30 น. เดินทางกลับ
         15.00 น. ถึงโรงเรียนตะพานหินโดยสวัสดิภาพ
 เลขที่ 36,37,47 ==> ขาดทำกิจกรรม เพราะไปสอบ

ค่าใช้จ่ายในกิจกรรม
- ค่าอาหาร 6400 บาท
- ค่าเกมส์ 2600 บาท
- ค่ารถ 3000 บาท
ร่วมทั้งสิ้น 12000 บาท

กิจกรรมเกมส์ 4 ฐาน
- เกมส์เก้าอี้ดนตรี
- ร้อง เล่น เต้น รำ
- วาดภาพมหาสนุก
- แป้งป๋อง

แค่นี้ก็จบ ม.6 อย่างสวัสดิภาพ :)

ขอบขอบคุณ
หจก.วิจิตรเจริญแอนค์ซัน จำกัด
บริบัษแลคตาซอย จำกัด (ประเทศไทย)

ใครว่างจากภาระกิจ อิสของเชิญนะครับ

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๖ & Happy New Year 2013




ส.ค.ส...ปีห้าหก..
กุหลาบขาว..ร้อยกวี..มีความหมาย
ส่งตรงถึง..สมาชิก..ทั้งหญิงชาย
ทั้งไกลใกล้..หรือต่างแคว้น..สุดแดนดิน

ขอยอกร..น้อมประนม..ก้มเกศา
อาราธนา..พระรัตนตรัย..ใจถวิล
แลทวยเทพ..เทวา..ทั่วฟ้าดิน
ปู่ฤษีทั้ง 108..หากยลยิน..โปรดเมตตา

เสด็จมา..ประทานพร..อันศักดิ์สิทธิ์
ที่เรืองฤทธิ์..แด่มิ่งมิตร..ทั่วทิศา
มีความสุข..ปราศผองภัย..ไร้โรคา
ทั้งเงินตรา..มากมีทรัพย์..นับอนันต์

อีกหน้าที่..การงาน..จงก้าวหน้า
โชควาสนา..เรื่องรุ่ง..พุ่งไพศาล
คิดได้เพชร..ได้ทอง..มากองพลัน
จงสุขสันต์..สุขี..ปีใหม่เทอญ...

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พันธุกรรม พันธุศาสตร์

พันธุกรรม พันธุศาสตร์

โครงสร้างที่พบอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์แต่ละเซลล์เรียกว่า โครโมโซม ในโครโมโซมมี
โมเลกุลของข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมเซลล์ 
โดยยีนเป็นตัวกำหนดลักษณะของคนแต่ละคน เช่น สีผม สีตา ในระหว่างที่มีการสืบพันธุ์
แบบอาศัยเพศ เซลล์สืบพันธุ์เป็นตัวถ่ายยีนไปสู่รุ่นที่เกิดขึ้นใหม่ 

ยีน
โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ ซึ่งขดตัวพันกันเป็นเกลียวแน่น โครงสร้างทางเคมีอัน
สลับซับซ้อนของดีเอ็นเอนี้จะคลายเกลียวออก เปิดตัวยีนออกมาเมื่อจำเป็นต้องใช้ ยีนสร้าง
โปรตีนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่ ก่อนเซลล์จะมีการแบ่งตัว โครโมโซมจะจำลอง
รูปแบบของตนเองไว้ 



ไมโตซีส
ขณะที่มีการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เซลล์ของร่างกายจะแบ่งตัวออก
เป็น 2 เซลล์ โครโมโซมที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ จะมีการจำลองตนเอง เซลล์ใหม่
แต่ละเซลล์จะมีจำนวนโครโมโซม 46 แท่ง เหมือนเซลล์เดิมทุกอย่าง



ไมโอซีส
เซลล์สืบพันธุ์มีจำนวนโครโมโซม 23 แท่ง ในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัวแบบไมโอซีส 
จะเกิดการสลับที่และผสมยีนกันขึ้น เซลล์แบ่งตัวโดยที่เซลล์ที่เกิดใหม่ ได้รับโครโมโซม 23 
แท่งเท่านั้น ในการแบ่งตัวเซลล์ขั้นที่ 2 โครโมโซมจะแยกตัวออกจากกัน กลายเป็นเซลล์
สืบพันธุ์อีก 2 เซลล์



พันธุกรรม
ยีนถูกถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งต่อๆไป เด็กทารกจะได้รับยีนครึ่งหนึ่งจากพ่อ
 และอีกครึ่งหนึ่งจากแม่ 1 ใน 4 ของยีนในตัวมาจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย การสลับที่ของยีน
ในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัวแบบไมโอซีส หมายความว่าพี่ชายกับน้องสาว จะได้รับ
การถ่ายทอดยีนที่ไม่เหมือนกันจากพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม ความคล้ายคลึงกันขอ
งสมาชิกในครอบครัวอาจมีขึ้นได้


  • อสุจิมีโครโมโซม X หรื Y ซึ่งเป็นตัวกำหนดเพศของทารก 
  • เซลล์ของร่างกายมีจำนวนโครโมโซม 46 แท่ง 
  • เซลล์เม็ดเลือดแดง ไม่มีนิวเคลียส จึงไม่มียีนอยู่ 
  • อายุยืนยาวสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม 

เนื้อหาสาระ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย


ภาษาพัฒนาความคิด
ใช้ภาษาพัฒนาความคิด
                1. บทบาทของภาษาในการพัฒนาความคิด
ในขณะที่มนุษย์ใช้ความคิดนั้น ย่อมอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือในการคิดไปด้วย ทั้งนี้ภาษาจะ
ช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของเรา และช่วยให้ตัวเราได้ขัดเกลาความคิดให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น และถ้า
สมรรถภาพในการใช้ภาษาของบุคคลใดมีอยู่จำกัด สมรรถภาพในการคิดก็พลอยถูกจำกัดด้วย ถ้า
บุคคลใดมีสมรรถภาพในการใช้ภาษาสูง บุคคลนั้นก็มีสมรรถภาพสูงในการคิด ซึ่งมีผลทำให้สมรรถภาพในการใช้ภาษาสูงตามไปด้วย ในกรณีที่บุคคลหลาย ๆ คน ใช้ความคิดร่วมกันแก้ปัญหา
บทบาทของภาษาจะยิ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้น
                2. วิธีคิด
                                1. วิธีคิดเชิงวิเคราะห์
                การวิเคราะห์ คือ การพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เข้าใจ โดยวิธีแยกแยะสิ่งที่พิจารณานั้นออก
เป็นส่วน ๆ เพื่อความเข้าใจแต่ละส่วนให้แจ่มแจ้ง แล้วก็พยายามทำความเข้าใจว่า แต่ละส่วนนั้นมีความ
สัมพันธ์ต่อเนื่องกันอย่างไร
แนวในการคิดเชิงวิเคราะห์ทุกประเภท สรุปได้ดังนี้
                1. กำหนดขอบเขตหรือนิยามสิ่งที่จะวิเคราะห์ให้ชัดเจน คือรู้ว่าคิดวิเคราะห์อะไร
                2. กำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน คือรู้ว่า วิเคราะห์เพื่ออะไร
                3. หากหลักความรู้ หรือทฤษฎีเป็นแนวทาง คือรู้ว่าใช้เครื่องมืออะไรในการวิเคราะห์
                4. ใช้หลักความรู้ให้ตรงกับเรื่องที่วิเคราะห์ คือรู้ว่าวิเคราะห์อย่างไร
                5. สรุปสิ่งที่ทำ คือการรายงานผลการวิเคราะห์ให้เป็นระเบียบเห็นได้ชัดเจน
                                2. วิธีคิดเชิงสังเคราะห์
การสังเคราะห์คือ การรวมส่วนต่าง ๆ ให้ประกอบกันเข้าด้วยวิธีที่เหมาะสมจนเกิดสิ่งใหม่
นำไปใช้ประโยชน์ได้
แนวในการคิดเชิงสังเคราะห์ สรุปได้ดังนี้
1. ตั้งจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าต้องการจะสรรสร้างสิ่งใด เพื่อประโยชน์อะไร หรือเพื่อให้
ทำหน้าที่อะไร
2. หาความรู้เกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎีหรือ โครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อนำมาเป็นหลักในการ
สังเคราะห์
3. ทำความเข้าใจกับส่วนต่าง ๆ ที่จะนำมาประกอบในการสังเคราะห์ให้ถ่องแท้
4. นำความรู้ หลักการ ทฤษฎี มาใช้ให้ตรงกับเรื่องที่จะสังเคราะห์เป็นกรณี ๆ ไป
5. สอบสวนทบทวนผลของการสังเคราะห์ว่าเหมาะกับความมุ่งหมายหรือไม่ เพียงใด
                               
                3. วิธีคิดเชิงประเมินค่า
                การประเมินค่า คือ การใช้ดุลยพินิจตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า สิ่งนั้นดีหรือเลว มีคุณ
หรือโทษ มีประโยชน์มากน้อย แค่ไหน เพียงไร โดยทั่วไปก่อนที่จะประเมินค่าจะต้องมีเกณฑ์ตั้งไว้
ก่อนเพื่อนำเกณฑ์นั้นมาใช้เป็นเครื่องตัดสินว่า สิ่งที่ประเมินค่าอยู่ในขั้นใด หรือประเมินค่าโดย
พิจารณาเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นตามความเหมาะสมก็ได้
แนวในการคิดเชิงประเมินค่า สรุปได้ดังนี้
                1. ทำความเข้าใจสิ่งที่จะประเมินให้ชัดเจน ก็คือ การวิเคราะห์นั่นเอง
                2. พิจารณาว่า จะใช้เกณฑ์อะไรเป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของสิ่งที่จะประเมินต้องระบุ
เกณฑ์ให้ชัดเจนและต้องพิจารณาด้วยว่า เกณฑ์นั้นเหมาะสมแก่การประเมินหรือไม่เพียงไร
                3. การประเมินโดยใช้เปรียบเทียบกับหลักฐานอื่น ต้องกล่าวถึงหลักฐานให้ชัดเจนและ
พิจาณาความสมเหตุสมผลของหลักฐานที่จะนำมาเปรียบเทียบ
แนวทางในการคิดทั้ง 3 แบบ เป็นแนวทางให้ผู้ใช้ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมกับเรื่อง ๆ
ไปหรืออาจใช้การคิดทั้ง 3 แบบ ก็ได้
ประโยชน์ของระเบียบวิธีคิดทั้ง 3 แบบ สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาได้
3. การคิดเพื่อแก้ปัญหา
หลักในการคิดเพื่อแก้ปัญหา มีหลักสำคัญดังนี้
1. ประเภทของปัญหา มี 3 ประเภท คือ
- ปัญหาเฉพาะบุคคล
- ปัญหาเฉพาะกลุ่ม
- ปัญหาสาธารณะ (สังคม)
2. สาเหตุและสภาพแวดล้อมของปัญหา
ในการคิดเพื่อแก้ปัญหาต้องหาสาเหตุสำคัญให้ได้ และต้องรู้ถึงสภาพแวดล้อมของ
ปัญหาให้ได้ว่ามีอยู่อย่างไร
3. เป้าหมายในการแก้ปัญหา ก็คือการปลอดพ้นจากสภาพที่ไม่พึงประสงค์
4. การเลือกวิถีทางแก้ปัญหา ควรจะเลือกวิถีทางที่อุปสรรคน้อยที่สุดหรือไม่มีอุปสรรค
เลยวิถีทางที่เลือกนี้จะต้องอยู่ในภาวะที่ปฏิบัติได้ แล้วไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในภายหลัง และเป็นวิถี
ทางที่ให้ความมั่นใจว่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
ในการพิจารณาสาเหตุของปัญหานั้นใช้ระเบียบวิธีคิดเชิงวิเคราะห์นั่นเอง ส่วนการคิดหาทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาใช้ระเบียบวิธีคิดเชิงสังเคราะห์ และเมื่อจะเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด ก็ใช้ระเบียบ
วิธีคิดในเชิงประเมินค่า

หลักสำคัญในการคิดเพื่อแก้ปัญหา มีดังนี้
1. ทำความเข้าใจลักษณะของปัญหาและกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน
2. พิจาณาหาสาเหตุของปัญหา
3. วางเป้าหมายในการแก้ปัญหาให้ชัดเจน เพื่อจะได้คิดหาทางให้บรรลุเป้าหมาย
4. คิดหาวิถีทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่าง ๆ
5. เลือกวิถีทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดให้บรรลุเป้าหมายและให้เป็นไปตามเงื่อนไข
ที่ต้องการ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณ

ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน
สำนักงาน ก.พ. ขอเชิญชวนข้าราชการและประชาชนทั่วประเทศ
ร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รังสีอินฟาเรด

               รังสีอินฟราเรดหรือรังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง มีความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร - 1 มิลลิเมตร มีความถี่ช่วง 1011-1014 เฮิร์ต ซึ่งเป็นคลื่นที่มีความถี่ถัดจากความถี่ของสีแดงลงมา มนุษย์จึงไม่สามารถมองเห็นรังสีอินฟราเรด แต่สามารถรู้สึกถึงความร้อนได้และ
รังสีอินฟราเรดมีคุณสมบัติไม่เบี่ยงเบน ในสนามแม่เหล็ก วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง
-200 องศาเซลเซียส ถึง 4,000 องศาเซลเซียส จะแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา แม้แต่น้ำแข็งก็มีการแผ่รังสี อินฟราเรดเช่นกัน แต่จะแผ่รังสีออกมาน้อยกว่าวัตถุที่ร้อน

ประเภทของรังสีอินฟรา เรด
  1. อินฟราเรดระยะใกล้ (Near Infrared) มีช่วงความยาวคลื่น 0.7-1.4 um มีความถี่ 230-430 THz ใช้กับอุปกรณ์มองกลางคืน
  2. อินฟราเรดระยะสั้น (Short Infrared) มีช่วงความยาวคลื่น 1.4-3 um มีความถี่ 100-230 THz ใช้กับระบบโทรคมนาคมระยะไกล
  3. อินฟราเรดระยะกลาง (Mid Infrared) มีช่วงความยาวคลื่น 3-8 um มีความถี่ 38-100 THz ใช้นำทางจรวดจรวดมิสซายล์และตรวจจับเครื่องบิน
  4. อินฟราเรดระยะยาว (Long Infrared) มีช่วงความยาวคลื่น 8-15 um มีความถี่ 22-38 THz ใช้ตรวจจับความร้อน โดยไม่ต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงจากภายนอก
  5. อินฟราเรดระยะไกล (Far Infrared) มีช่วงความยาวคลื่น 15-1,000 um มีความถี่ 0.3-22 THz ใช้ตรวจหาวัตถุระเบิด
ประโยชน์จากรังสีอินฟราเรด
                ใช้รังสีอินฟราเรด ในรีโมทคอนโทลเพื่อสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้า รังสีอินฟราเรดใช้ในการประกอบอาหารโดยทำเป็นเตาแก๊สอินฟราเรดเพื่อให้ความร้อน ทำเป็นเครื่องกำเนิดความร้อนในห้องซาวน่า ทางการแพทย์ใช้ความร้อนอุณหภูมิต่ำจากรังสีอินฟราเรด
บำบัดผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าหรือทำให้แผลเรื้อรังหายเร็วขึ้น
ทางการทหารใช้อินฟราเรดนำทาง จรวดมิสซายล์ไล่ล่าเครื่องบินของศัตรู มองในที่มืด ช่วยให้ลั่นไกได้อย่างแม่นยำไปยังผู้ร้ายเพื่อให้จบภารกิจอย่างรวดเร็ว ใช้เป็นเครื่องจับเท็จจากหลักการที่ว่าความกลัว,ความกังวล จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นอัตราการหายใจถี่ขึ้น อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้ได้รังสีความร้อนซึ่งใช้บอกว่าคนร้ายพูดจริงหรือเท็จ ทางการขนส่งใช้คัดกรองผู้ป่วยมีไข้ เช่น ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 สามารถใช้อินฟราเรดคัดกรองผู้ป่วยมีไข้ออกจากคนปกติ ได้ในเวลารวดเร็วเพียงแค่เดินผ่านเครื่องตรวจ
ในทางอุตสาหกรรมใช้ตรวจวงจรไฟฟ้าที่โอเวอร์โหลดตรวจสอบความร้อนที่สูญเสีย ในอาคาร

ที่มา : http://www.lib.kmutt.ac.th/st4kid/nonFlash/index.jsp?id=218

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Table Customs in Thailand (วัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารในประเทศไทย)

Table customs are different around the world. If you are in Thailand, this information will help you.

In Thailand, people do not eat with chopsticks, like in China, Japan, and Korea. They use spoon and forks. They never use knives. Most food is already cut. If you need to cut things, use the side of your spoon and then use your fork. The spoon is more important than the fork. If you are right-handed, keep the spoon in your right hand and the fork in your left hand.

People usually have the rice in a separate bowl. The rice is not on the same plate with the other food. It is not necessary to finish all your rice or all your food. It is good to leave a little on your plate. If you eat everything, it means you want more.

People always offer you more food. The host will ask you two or three times if you want more food. First, you must say no. Then the host insists again, and you must say no again. The host insist a third time, and you finally say yes and take a little. If you really don't want any more, take very little and leave it on your plate. It is the same with whatever you are drinking. During the meal, never empty your cup or glass. When it is less than half full, your host or neighbor will refill it. Never fill your own glass. This means that the host always keep an eye on the guest's glass all through the meal.

The most important place at a table is at the middle. An important guest will sit at the middle of the table on the side, and the host will sit at the middle on the other side. This may be confusing when the table is round, but the Thai get it right somehow.

ใครแปลได้ช่วยแปลให้ทีครับ :)